บัญญัติ 14 ประการ ช่วยชาติประหยัดน้ำมัน

1. วางแผนกำหนดเส้นทางเป้าหมายก่อนออกเดินทาง

                ก่อนออกเดินทางควรวางแผนการใช้เส้นทางที่สามารถไปถึงที่หมายได้เร็วที่สุดอาจใช้ข้อมูลจากสถานีวิทยุที่มีการบรรยายสภาพการจราจร เช่น จส.100 ร่วมด้วยช่วยกันซึ่งจะมีรายงาน ความคล่องตัวบนท้องถนนหรือศึกษาเส้นทางลัดต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น สภาพถนนที่ไม่ดี หรือมีการก่อสร้างกีดขวางจราจรอยู่ ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาเท่านั้น แต่ยัง ช่วยประหยัดน้ำมันด้วย

2. ไม่ควรบรรทุกหนักเกินไป

                หลีกเลี่ยงการบรรทุกสิ่งของไม่จำเป็น โดยผลวิจัยพบว่าการบรรทุกของไม่จำเป็น 25 กิโลกรัม และวิ่งไปเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร จะเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 ซีซี นับเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มองข้าม ดังนั้นภายในห้องโดยสารและฝากระโปรงท้ายรถควรมีแต่ของที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อลดน้ำหนักรวมของรถที่อาจส่งผลทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่า ที่ควรและยังช่วยลดค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นด้วย

3. ตรวจสอบล้อและยาง

                ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอ ปรับลมยางให้เหมาะสมตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำใน คู่มือการใช้รถ เพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีแรงเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนมากเครื่องยนต์ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน แต่ถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปทำให้ไม่เกาะถนน หรืออาจทำให้ยางระเบิดเป็นอันตรายต่อการขับขี่ได้ควรระวังศูนย์ล้อหน้าเสียเพราะจะทำให้ยางสึกหรอผิดปกติและเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ไปโดยเปล่าประโยชน์

4. ตรวจรถยนต์ประจำวัน

                ควรใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 นาทีในแต่ละวัน ตรวจจุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรถก่อนออกเดินทาง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเองหรือศึกษาได้จากคู่มือประจำรถ สิ่งที่ต้องตรวจ สอบ ได้แก่

            • ระดับน้ำมันเครื่องและรอยรั่ว

            • ระดับน้ำในหม้อน้ำ ถังพักน้ำสำรอง และถังน้ำล้างกระจก

            • ระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่

            • ระบบไฟฟ้า

            • ระดับน้ำมันเบรก น้ำมันครัตซ์ และเบรกมือ

            • ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถังโดยดูจากมาตรวัด

            • เสียงดังของเครื่องยนต์ และบริเวณตัวถังรถยนต์ว่าทุกระบบ ทำงานปกติหรือไม่

5. ปิดเครื่องปรับอากาศ ไฟหน้ารถ เครื่องเสียงทุกครั้งก่อน สตาร์ทเครื่องยนต์

                อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทุกชนิดจะใช้พลังงานหลักจากแบตเตอรี่ ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ มอเตอร์สตาร์ทจะใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สูงมาก เพราะต้องใช้แรงบิดไปฉุดเครื่องยนต์ให้เริ่มขยับได้ ดังนั้นถ้าเปิดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดขณะสตาร์ทจะทำให้เครื่องยนต์ติดยาก เนื่องจากกำลังไฟฟ้าที่จ่ายเข้าสู่มอเตอร์ไม่เพียงพอผลที่เกิดขึ้นคือต้องเสียน้ำมันที่จ่าย เข้าห้องเผาไหม้โดยเปล่าประโยชน์

6. ทางเดียวกันไปรถคันเดียวกัน

                วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนรถยนต์บนถนนให้น้อยลง ทำให้การจราจรดีขึ้นใช้เวลาในการเดินทางน้อยลงสภาพอากาศบนถนนดีขึ้น ที่จอดรถ มีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและบำรุงรักษารถยนต์ลดลง

 7. อุ่นเครื่องยนต์ก่อนออกรถ

                ทุกครั้งก่อนจะออกรถควรอุ่นเครื่องยนต์ให้เครื่องทำงานถึงอุณหภูมิปกติ (ประมาณ 80 องศาเซลเซียส) หรือเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ทำงานแล้วปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที จึงค่อยๆ ออกรถเพื่อให้น้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ในอ่างน้ำมันเครื่องไหลหมุนเวียนไปยังส่วนต่างๆได้ง่ายขึ้น หรือใช้วิธีการขับรถด้วยความเร็วต่ำเมื่อเริ่มออกรถและวิ่งไปประมาณ 1-2 กิโลเมตร จะเป็นการอุ่นเครื่องไปในตัวได้เช่นกัน

8. อย่าออกรถอย่างรุนแรงและเร็ว

                กรณีเลี้ยวรถควรลดความเร็วลง เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เครื่อง ยนต์ทำงานเกินกำลัง เกิดการสึกหรอทั้งล้อและยางสึกมากขึ้นและทำให้ สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นด้วย

9. เลือกเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว

                ตำแหน่งเกียร์หรืออัตราทดเกียร์ออกแบบมาให้ใช้งานในแต่ละช่วงความเร็ว เช่น ขณะออกรถเครื่องยนต์ต้องใช้กำลังมากเพื่อเอาชนะแรงเสียดทานระหว่างยางกับพื้นถนนรวมทั้งแรงเสียดทานของระบบส่งกำลัง ขณะเริ่มขยับตัว จึงต้องใช้เกียร์ 1 ซึ่งมีอัตราทดสูงในการออกตัว เพื่อให้เกิด แรงบิดสูง สามารถส่งถ่ายมาสู่ล้อได้มากทำให้รถเริ่มเคลื่อนที่ได้ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ไปเรื่อยๆ ตามลำดับให้เหมาะสมกับความเร็ว ความต่อเนื่องในการเปลี่ยนเกียร์และเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์โดยพยายาม เปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องประมาณ 2,500-3,000 รอบต่อนาทีจะสามารถลดภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ได้ และไม่ควรขับรถลากเกียร์นานๆ เพราะทำให้เกียร์ทำงานหนักและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เกียร์ 1 และ 2 เหมาะกับความเร็วต่ำ เกียร์ 3, 4 และ 5 เหมาะกับความเร็วสูง ควรใช้เกียร์ 1 ในการออกรถทุกครั้ง

                นอกจากนี้ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์อย่างรุนแรง การเปลี่ยนเกียร์ ทุกครั้งควรผลักคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่างก่อนแล้วจึงเปลี่ยนไปตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการการเปลี่ยนเกียร์อย่างรุนแรงจะทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในห้องเกียร์ชำรุดเสียหายได้

10. ไม่ควรเบรกอย่างรุนแรง

                ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรงหรือเหยียบเบรกให้รถหยุดกะทันหันโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ผ้าเบรกและอุปกรณ์การเบรก ต่างๆ สึกหรอเร็วกว่าปกติ

11. อย่าเหยียบคลัตช์โดยไม่จำเป็น

                ไม่ควรเหยียบคลัตช์เวลาขับรถ นอกจากเวลาเปลี่ยนเกียร์และหยุดรถเท่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นคลัตช์สึกหรอเร็ว

12. ขับรถที่ความเร็วประหยัด

                ควรขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอในอัตราที่เหมาะสม คือ 80-90 กม./ชม. ที่ 1,800 รอบต่อนาที จะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15% แต่หากขับเร็วขึ้นเป็น 100 กม./.. จะเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 6% การควบคุมความเร็วให้สม่ำเสมอ ก่อให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่าย และมีความปลอดภัยในการขับอีกด้วย

  13. ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็น

                การใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 10% ควรเปิดเครื่องปรับอากาศแต่พอเหมาะ ปรับปุ่มความเย็นและความแรงลมให้สัมพันธ์กันจะช่วยประหยัดน้ำมัน และควรปิดเครื่องปรับอากาศก่อนรถจะถึงที่หมาย 500 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร จะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มาก

14. ไม่ควรติดเครื่องยนต์ระหว่างจอดรถรอ

                การจอดรถที่ติดเครื่องทิ้งไว้ 5 นาที ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันถึง 0.3 ลิตร และยังสร้างมลพิษจากไอเสียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อม และยังผิดกฎหมายด้วย แต่การดับเครื่องเวลาจอดรถ นอกจากจะช่วย ประหยัดน้ำมันแล้วยังช่วยถนอมให้เครื่องยนต์ไม่ร้อนจัดอีกด้วย


เอื้อเฟื้อข้อมูล สภาธุรกิจตลาดทุนไทย "ร่วมใจประหยัดพลังงาน"