นิตยสารกรังด์ปรีซ์

ฉบับที่ 444

ประจำเดือน ธันวาคม  2549 

 

การผลิตไบโอดีเซลใช้เอง

 

     การผลิตไบโอดีเซลมิใช่ของยากเย็น เพียงแต่รู้เหตุรู้ผลก็สามารถปรับปรุงสูตรต่าง ๆ ให้พอดี เราก็จะได้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์และมลภาวะในอากาศ

 

     แม้ว่าการใช้น้ำมันพืชล้วน ๆ ก็สามารถใช้เป็นพลังงานกับเครื่องยนต์ดีเซลได้ แต่ก็มีอันตรายต่อระบบฉีดเชื้อเพลิง อีกทั้งยังมีความหนืดสูง ทำให้ตัวปั๊มหัวฉีดต้องทำงานหนัก อาจจะเกิดการชำรุดเสียหายได้ นอกจากนี้ยังมีเถ้าและเขม่ามาก ถ้าได้ดับเครื่องยนต์โดยที่ไม่ได้ไล่น้ำมันพืชให้ออกพ้นระบบเสียก่อน การติดเครื่องในโอกาสต่อไปอาจมีปัญหา ดังนี้การเอาน้ำมันพืชมาสกัดเอาสารประกอบที่เป็นอันตรายออกทิ้งไปจนเหลือแต่ไบโอดีเซลล้วน ๆ ก็สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างปลอดภัย

 

    วิธีการทำไบโอดีเซลก็เป็นวิธีเดียวกันกับการผลิตสบู่ เพียงแต่ต้องการผลผลิตกันคนละด้าน การทำสบู่ก็คือ การเอาน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ผสมกับโซดาไฟ คนให้เข้ากันเพื่อจะให้รวมตัวเป็นสบู่ขึ้นมา ก็ต้องมีการปรับปรุงสูตร เพื่อให้น้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์กลายเป็นสบู่ให้มากที่สุด ส่วนการผลิตไบโอดีเซล ก็ใช้โซดาไฟเหมือนกัน แต่ต้องการจะกำจัดส่วนกลายเป็นสบู่ให้ออกไป และต้องการเหลือน้ำมันไบโอดีเซลไว้มากที่สุด

 

    การผลิตไบโอดีเซลระดับครัวเรือนคือต้องง่ายเป็นหัวใจ ดังนี้จึงควรเป็นน้ำมันพืชใหม่ ๆ ในขวด เพราะการเอาน้ำมันพืชใช้แล้วมาทำก็จะมีกรรมวิธีมากมายที่จะต้องขจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไป น้ำมันพืชที่ใช้ทอดปรุงอาหารไปแล้ว ก็ยิ่งมีสารตกค้างเพิ่มขึ้นอีกมาก จะมีทั้งเกลือ มีทั้งน้ำ มีกรด ฯลฯ ซึ่งจะต้องเป็นระดับมืออาชีพเขาทำกัน ส่วนจะคุ้มไม่คุ้มประการใด ก็ต้องให้เขาวิเคราะห์กันเอง

 

    น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์จะมาในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) มีกลีเซอรีน (Glycerine) การทำไบโอดีเซลคือ การแยกเอาสิ่งเหล่านี้ออกไป และเปลี่ยนสภาพน้ำมันให้เป็นเอสเตอร์ แยกตัวจากกันด้วยวิธีตกตะกอน ให้กลีเซอรีนตกตะกอนอยู่ใต้ภาชนะและค่อย ๆ เอาน้ำมันชั้นบนออก ก็จะได้ไบโอดีเซลบริสุทธิ์ ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลได้

 

    กรรมวิธีของการแยกไบโอดีเซล วิธีดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ทรานเอสเตอร์ริฟิเคชั่น(Transesterification) ซึ่งเป็นการใช้แอลกอฮอล์เข้าไปรวมตัวกับกลีเซอรีน โดยมี ไลย์ (lye) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

สารเคมีที่จะใช้ผลิตไบโอดีเซล ก็จะมี แอลกอฮอล์ซึ่งจะเป็นเมทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทิลแอลกอฮอล์ก็ได้ สำหรับแอลกอฮอล์จะหาซื้อได้จากร้านขายบริเวณแถว ๆ วัดตึก วัดชนะสงคราม เป็นร้านประเภทขายเคมีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแชมพู สบู่ ผงซักฟอกและน้ำหอม ซึ่งแต่ก่อนสมัยเล่นเครื่องบินเล็ก ก็ต้องซื้อเอทานอลจากร้านแถวนี้ เอามาผสมกับน้ำมันละหุ่งและไนโตรมีเทนสัก 10% เท่านี้ก็เป็นน้ำมันเครื่องบินเล็กชั้นเลิศได้ ในราคาถูกกว่าซื้อสำเร็จแยะ ต่อมาตอนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่น้อย ๆ ก็ลงแข่งรถกันโดยเฉพาะควอเตอร์ไมล์ ก็ชนะกินขาดจนไม่มีใครจะแข่งด้ว ยก็เพราะแอลกอฮอล์นี่แหละ ซื้อเป็นถัง 200 ลิตรมาเลย จำได้ว่าประมาณ 2-3 พันบาท สมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อน เดี๋ยวนี้จะเป็นราคาเท่าไหร่ไม่ทราบ เพราะเลิกแข่งรถยนต์มานาน ตอนนี้เหลือแต่แข่งขันภายในตัวเอง ซึ่งไม่ต้องใช้เงินอะไรเลยและมันก็สนุกกว่าเยอะด้วย

 

    ส่วนสารเคมีอีกตัวหนึ่งก็คือ ไลย์ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานั้น ใช้ได้ทั้ง โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium Hydroxide (KOH) ) หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Caustic soda (NaOH) ) ที่รู้จักกันในนามโซดาไฟนั่นเอง ซึ่งจะหาได้ง่ายตามร้านขายเครื่องสุขภัณฑ์ ใช้ล้างพื้น ล้างห้องน้ำ ล้างท่อระบายน้ำ เป็นต้น ส่วนโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ จะทำปฏิกิริยาได้ดีกว่า แต่ก็ต้องใช้มากประมาณอีก 40% และยังหายากด้วย

 

    สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นอันตราย อย่าให้สัมผัสกับร่างกาย เพราะมันกัด ถ้าโดนแล้วต้องรีบล้างน้ำเยอะ ๆ หน่อยก็จะปลอดภัย ข้อสำคัญต้องตรวจสอบดูว่าไม่มีความชื้นผสม คือต้องลองเขย่าภาชนะดูก่อนซื้อ พวกนี้จะมาเป็นเกล็ด ถ้าหากสัมผัสอากาศที่มีความชื้นสูง พวกนี้ก็จะละลายหลอมตัวไม่เป็นเกล็ด จึงเขย่าไม่ดัง ถ้าถึงขั้นนี้ไม่ต้องซื้อมา เพราะมันเสียแล้ว

 

    หลังจากได้ของมาครบแล้วก็จะนำมาผลิตไบโอดีเซลกัน แต่อย่าลืมเตรียมภาชนะอุปกรณ์ไว้ด้วย เช่น ตาชั่ง ที่เขาใช้ทำขนมกัน คือจะต้องละเอียดสักหน่อย อย่างน้อยวัดได้ความละเอียด 0.1 กรัม ขวดน้ำ PE (ขวดสีขุ่น) ขนาดครึ่งลิตร มีฝาเกลียวปิด กรวยกรอกน้ำขนาดพอเหมาะ 2 อัน ขวด PET (ขวดโค้กหรือเป๊ปซี่) ขนาด 2 ลิตร 4 ขวด เทป ผ้ากาวขนาดกว้าง 2 นิ้ว 1 ม้วน และสุดท้ายคือปรอทวัดความร้อน 1 ตัว ที่มีสเกล 0-100 องศาเซลเซียส

 

    ทีนี้ก็จะมาถึงการปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องทำการผสมไลย์กับเมทานอล ถ้าใช้โซดาไฟ (NaOH) ที่มีความบริสุทธิ์ที่ 96% ชั่งน้ำหนักให้ได้พอดีที่ 3.5 กรัม ถ้ามีความบริสุทธิ์สูงกว่าก็ลดน้ำหนักลงเล็กน้อย ตวงแอลกอฮล์ใส่ภาชนะ PE ขนาดครึ่งลิตร ให้ได้ปริมาณ 200 ซี.ซี. ต่อจากนั้นก็ผสมโซดาไฟที่เตรียมไว้ลงไป ปิดฝาให้แน่น แกว่งขวดเบา ๆ เพื่อให้เข้ากัน การทำปฏิกิริยาเคมีของทั้งสอง ก็จะเกิดความร้อนขึ้นบ้าง หลังจากส่วนผสมละลายเข้ากันดีแล้ว ก็จะอยู่ในลักษณะของเหลวใส ไม่มีผลึกของโซดาไฟเหลืออยู่เรียกว่า เมโทไซด์ (Methoxide) ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ต้องทนรอเอาหน่อย

ทีนี้ก็ถึงเวลาเอาน้ำมันพืชขนาด 1 ลิตร มาใส่ภาชนะเตรียมไว้และต้องอุ่นน้ำมันพืชให้ได้ความร้อนอยู่ที่ 55 องศาเซลเซียส แล้วเทใส่ในภาชนะสำหรับกวน จากนั้นก็ผสมเมโทไซด์ลงไป แล้วทำการกวนด้วยเครื่องแบบเดียวกับที่เขาผสมสีพ่นรถ ใช้ความเร็วต่ำ ประมาณสัก 20นาที ระหว่างนั้นก็รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 55 องศาเซลเซียส สักหนึ่งชั่วโมง แล้วถึงเทออก ใส่ขวด PET ขนาด 2 ลิตร ที่เตรียมไว้ ปิดฝาให้แน่น ในขณะที่อุณหภูมิลดลง อาจต้องคลายเกลียวปล่อยให้ลมเข้าบ้าง มิฉะนั้นขวดอาจแฟบแบนได้

 

    ทีนี้จะต้องตั้งทิ้งไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ให้สารผสมนี้แตกตัวออกจากกัน กลีเซอรีนจะมีลักษณะสีเข้มก็จะตกตะกอนอยู่ก้นขวด ส่วนน้ำมันที่มีลักษณะใสอ่อนก็จะอยู่ชั้นบน ก็ต้องค่อย ๆ เอาออก จะเป็นการใช้ท่อสายยางพลาสติกดูดผิวน้ำมันชั้นบนออกมาใส่ภาชนะ PET อีกขวดที่เตรียมไว้ ต่อจากนี้ก็จะต้องทำการที่เรียกว่า ฟอกน้ำมัน ด้วยน้ำ

 

    วิธีการก็คือ เอาขวด PET ที่เหลือมาเจาะรูเล็ก ๆ ไว้ที่ก้นขวด แล้วเอาเทปอุดไว้ เอาน้ำมันที่ได้มาใส่ในขวด แล้วเติมน้ำปริมาณครึ่งลิตรลงไป แล้วทำการเขย่าขวด หรือใช้วิธีเป่าลมแบบตู้ปลาลงไปก็ได้ เมื่อน้ำมันกับน้ำเข้ากันดีแล้ว ทิ้งไว้สักระยะจนเห็นว่าน้ำมันกับน้ำแยกตัวกันแล้ว จึงเปิดเทปที่ก้นขวด ปล่อยน้ำมันทิ้งไป พอถึงระดับน้ำมันก็เอานิ้วอุดรูไว้ ปิดเทปกลับไป แล้วเติมน้ำล้างอีก ทำอย่างนี้ 2-3 ครั้ง เพื่อไม่ให้มีแอลกอฮอล์ตกค้างในน้ำมัน เพราะแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำได้ง่ายและออกมากับน้ำ

 

    ต่อจากนั้นก็ตั้งทิ้งไว้จนใสซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 วันก็เป็นอันเสร็จวิธีการ ได้ไบโอดีเซลขนานแท้ สำหรับใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้เลย โดยปลอดภัย

 

    ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ก็ได้มาจากผู้ที่เขาได้ทำการทดลองผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ส่วนตัวผมเองก็นำมาถ่ายทอดให้ชาวกรังด์ปรีซ์เป็นความรู้ ถ้าใครสนใจจะทดลองผลิตดู ก็จะต้องเป็นหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองนะครับ ส่วนตัวผม ดู ๆ แล้วคงไม่ทดลองเองแน่ ๆ เพราะคำนวณดูแล้วมันต้องแพงกว่าน้ำมันดีเซลเยอะ น้ำมันพืช 1 ลิตรก็ไม่ใช่ของถูก เมื่อทำการผลิตแล้ว ก็จะเหลือยู่ประมาณ 700 ซี.ซี. อีกทั้งยุ่งยากเสียเวลาทำมาหากิน

 

     แต่ก็ต้องเชื่อกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อปีที่แล้ว ว่าพระองค์ท่านจะใช้น้ำมันใส่เครื่องบินของพระองค์ เมื่อน้ำมันดิบหมดโลกลง ซึ่งก็คงอีกนาน แต่ในวันนี้พระองค์ท่านก็มีเทคโนโลยีที่ได้พัฒนา สามารถผลิตไบโอดีเซลทันทีและนำมาใช้กันบ้างแล้ว